6. สถานที่สำคัญในกรุงโรม

1. Basilica of Saint Mary in Cosmedin (Basilica di Santa Maria in Cosmedin)

Stmaryalphege

          โบสถ์ซานตา มาเรียน อิน คอมเมดิน สร้างขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 6 ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้หลั่งไหลมาด้วยภาพสลัก Bocca della Verita หรือ The Month of Truth อันเลื่องชื่อ ตรงระเบียงทางเข้าโบสถ์ภาพแกะสลักหินอ่อนรูปใบหน้าคนนี้มีความเชื่อว่าสามารถจับเท็จคนโกหกได้  โดยการยื่นมือเข้าไปที่ช่องปากของภาพแกะสลักและกล่าวคำสาบาน หากโกหกภาพสลักนี้จะงับมือขาด และยิ่งโด่งดังมากยิ่งขึ้นนับตั้งแต่ออเดรย์ เฮพเบิร์น ได้ยื่นมือของเธอเข้าไปในช่องปากในภาพยนตร์เรื่อง Roman Holiday ซึ่งออกฉายในปี ผค.ศ. 1953

2. Colosseum

rome-built-in-a-day

         โคลอสเซียม สร้างขึ้นเมื่อประมาณปี ค.ศ. 72 เป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่และสัญลักษณ์สำคัญของกรุงโรม สนามกีฬากลางแจ้งแห่งนี้ มีขนาดใหญ่โต และงดงามด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมที่เป็นอัฒจรรย์รูปวงกลม ก่อสร้างด้วยอิฐและทราย เพื่อใช้เป็นสถานที่ชมกีฬาในสมัยโรมันโบราณ ซึ่งได้ให้นักโทษหรือทาสต่อสู้กับสัตว์ที่ดุร้ายอย่างเสือและสิงโต หรือบางครั้งเป็นการต่อสู้ระหว่างคนกับคน หากใครเป็นผู้ชนะก็จะได้รับอิสรภาพ และหากเป็นผู้แพ้จะต้องแลกด้วยชีวิต ถึงแม้โคลอสเซียมในปัจจุบันจะหลงเหลือซากอยู่เพียง 1 ใน 3 ของอดีต แต่ก็ถือว่าเป็นโบราณสถานอายุกว่า 2,000 ปีที่สภาพค่อนข้างดีหากเมื่อเทียบกับสิ่งก่อสร้างจากสมัยโรมันอื่นๆ และเป็นตัวอย่างที่ดีในการศึกษาสถาปัตยกรรมแบบโรมันที่ใช้เสา คาน และประตูทรงโค้งมาประกอบกัน ใกล้ๆกับโคลอสเซียมเป็นที่ตั้งของประตูชัยคอนสแตนดิน (Arch of Constantine) ที่สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 315 เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะในการต่อสู้กับศัตรูของจักรพรรดิคอนสแตนตินอีกด้วย

3. Monument of Victor Emmanuel II

 Rome - Monument Victor Emanuel II

          อนุสาวรีย์กษัตริย์วิคเตอร์ เอมมานูเอลที่ 2 อนุสาวรีย์อันใหญ่โตและสวยงามนี้สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงกษัตริย์วิคเตอร์ เอมมานูเอลที่ 2 ผู้รวมอิตาลีเป็นชาติเดียวกัน สร้างขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 1911-1935 ทำจากหินอ่อนสีขาวทั้งหมด

4. The Pantheon (Pantheon)

pantheon

          แพทธิออน วิหารที่สร้างขึ้นเพื่อบูชาเหล่าทวยเทพของกรีกโบราณ ออกแบบโดยมาร์คัส วิพซานิอัส อกริพพา เดิมสร้างขึ้นตั้งแต่ 27 ปีก่อนคริสตศักราช ต่อมาถูกไฟไหม้และได้รับการบูรณะขึ้นใหม่ในปี ค.ศ. 118 และเป็นวิหารยุคโรมันที่เก่าแก่ที่สุดและคงสภาพสมบูรณ์เกือบทั้งหมดมาจนถึงทุกวันนี้ ความน่าทึ่งของวิหารนี้คือการออกแบบด้านหน้าของวิหารที่เป็นเสากับหน้าจั่ว แต่หลังคาถูกออกแบบเป็นโดมครอบอาคารทรงกลม รวมทั้งความสูงจากพื้นถึงช่องตา (Oculus) บนเพดานและเส้นผ่าศูนย์กลางของโดมด้านในเท่ากัน 43.3 เมตร เอกลักษณ์ที่หลายคนรู้จักคือช่องโหว่กลางหลังคาโดมที่ใช้เปิดรับแสง แต่ก็มีการเจาะรูเล็กๆบนพื้นเพื่อเป็นการระบายน้ำฝนที่ตกเข้ามาในวิหารด้วย วิหารแพนธีออนยังเป็นที่ฝังพระศพของกษัตริย์วิคเตอร์ เอมมานูเอลที่ 2 และราฟาเอล ศิลปินชื่อก้องโลกอีกด้วย

5. Navona Square (Piazza Navona)

8

          เปียซซา นาโวนา ย่านศิลปะอันน่ารื่นรมย์ใจกลางกรุงโรมที่เต็มไปด้วยอาคารสถาปัตยกรรมจากสมัยบาโรก รายล้อมด้วยร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านไอศกรีม ตลอดจนศิลปินวาดรูปและนักดนตรีเปิดหมวกมากมาย โดยพระเอกของย่านนี้คือรูปปั้น Fountain of Four Rivers ผลงานชิ้นเอกของแบร์นินี ที่สื่อถึงแม่น้ำ 4 สายสำคัญของโลก ได้แก่ ไนล์ คงคา ดานูบ และเพลท อีกทั้งในช่วงเทศกาลคริสต์มาส ย่านนี้จะเต็มไปด้วยสีสันของแสงไฟสวยงาม ต้นคริสต์มาสและร้านค้าที่เปิดขายของกันอย่างคึกคัก

6. Roman Foru

italy-roman-forum          โรมันฟอรัม ตั้งอยู่ไม่ไกลจากพาลาติเนฮิลล์ บริเวณนี้เคยเป็นศูนย์กลางด้านการค้าขาย การเมือง และศาสนาของกรุงโรมสมัยโบราณ ดังนั้นจึงกลายเป็นแหล่งรวบรวมโครงสร้างและซากปรักหักพังที่เก่าแก่กว่า 2,000 ปี โดยตัวอาคารทั้งหมดใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 900 ปี สิ่งก่อสร้างที่โดดเด่นในบริเวณนี้มีหลายอย่างดกัน เช่น ประตูชัยแห่งติตุส (The Arch of Titus) วิหารจูเลียส ซีซาร์ (Temple of Julius Caesar) เทวสถานแห่งอันโตนิอุสและฟาอัสตินา (Temple of  Antonius and Faustina) ศาลบาซิลลิกา เอมีเลีย (Basillica Aemilica) ประตูชัยแห่งเซปติมิอุส เซเวรุส (Arch of Septimius Severus) รวมทั้งวิหารเทพเจ้าแซเทิร์น (Temple of Saturn) ที่เก่าแก่ที่สุดในฟอรัม เป็นต้น

7. Spanish Steps (Scalinata della Trinita dei Monti) และย่าน Piazza di Spagna)

        Spanish Steps

            บันไดสเปน บันไดที่กว้างที่สุดและยาวที่สุดในทวีปยุโรป สร้างขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 1723-1725 มีทั้งหมด 138 ขั้น เริ่มจากปลายเนินเขา Pincio ขึ้นไปสู่โบสถ์ Trinita dei Monti สาเหตุที่ได้ชื่อว่าบันไดสเปน เนื่องจากในอดีตมีสถานทูตสเปนประจำนครรัฐวาติกันตั้งอยู่ใกล้ๆ ปัจจุบันย่าน Piazza di Spagna ได้กลายเป็นแหล่งช้อปปิ้ง ร้านอาหาร ร้านกาแฟ โรงแรม ที่นัดพบวัยรุ่น รวมทั้งในช่วงหน้าร้อนของทุกปีบันไดสเปนยังถูกแปลงโฉมเป็นรันเวย์สำหรับการเดินแฟชั่นโชว์อีกด้วย

8. Trevi Fountain (Fontana di Trevi)

 Rome-day_2360050c

          น้ำพุเทรวี่ออกแบบโดยนิโคลา ซัลวี สร้างจากหินอ่อนในสไตล์บาโรกโดดเด่นด้วยฉากหลังที่มีเทพเจ้าเนปจูนขี่รถม้าติดปีกอยู่ตรงกลางขนาบข้างด้วยไตตันสองตนที่กำลังปราบม้าทะเล การเดินทางสู่น้ำพุเทรวี่สามารถเดินได้จากบันไดสเปน (Spanish Stair) และจัตุรัสนาโวนา (Piazza Navona) โดยเดินผ่านเข้ามาทางถนนแคบๆหรือตรอกซอยเล็กๆที่มีความรู้สึกว่าเป็นแหล่งชุมชนมากว่าเป็นเส้นทางประวัติศาสตร์ และก็อย่าเพิ่งคิดว่าหลงทาง เพราะน้ำพุขนาดมหึมาซ่อนตัวอยู่ในละแวกนั้นจริงๆ

            ตามธรรมเนียมปฏิบัติในการมาเยือนน้ำพุเทรวี่ของนักท่องเที่ยวคือหันหลังแล้วโยนเหรียญข้ามหัวไหล่ลงไปในบ่อน้ำพุ ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้คุณได้กลับมายังกรุงโรมอีกครั้ง (ทุกวันนี้ยังมีการโยนเหรียญรูปแบบอื่นๆ เช่น โยนเหรียญ 2 เหรียญเชื่อว่าจะทำให้ได้แต่งงานและโยนเหรียญ 3 เหรียญเชื่อว่าจะทำให้เกิดการหย่าร้าง น้ำพุเทรวี่เปิดให้ชมฟรีทั้งวันทั้งคืน ดังนั้นหากโปรแกรมแน่นขนัดจนไม่มีเวลา ขอให้เก็บน้ำพุเทรวี่ไว้เยี่ยมชมตอนกลางคืนที่สวยจับใจไม่แพ้กัน แถมยังไม่ต้องเบียดเสียดกับผู้คนล้นหลามอย่างเช่นในตอนกลางวัน

9. State of the Vatican City

 Rome

          นครรัฐวาติกัน เป็นประเทศอิสระที่มีขนดเล็กที่สุดในโลก ที่มีพื้นที่เพียง 0.44 ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่ใจกลางกรุงโรมและทำให้เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่เมื่อไปเยือนโรมแล้วต้องไม่พลาดไปเด็ดขาด และแม้ว่าจะเป็นที่ประเทศหนึ่ง แต่ไม่ต้องจัดการเรื่องหนังสือเดินทาง หรือวีซ่าเพิ่มเติมแต่ประการใด นครแห่งนี้เป็นที่ประทับขององค์พระสันตะปาปา ประมุขสูงสุดแห่งศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก มีจุดศูนย์กลางคือมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ (Saint Peter’s Square หรือ Piazza San Pietro) ลานกว้างรูปวงกลม ที่มีเสาโอบิลิสก์โบราณจากอียิปต์สูง 25.5 เมตรตั้งอยู่ตรงกลาง ลานนี้เป็นผลงานการออกแบบที่เลื่องชื่อของแบร์นินี โดยเฉพาะเสา 284 ต้นที่รองรับหลังคาอาคารรูปครึ่งวงกลมทั้งสองด้าน และสถานที่บริเวณนีใช้เป็นที่ชุมนุมคริสต์ ศานิกชนที่มาเข้าเฝ้าพระสันตะปาปาในโอกาสสำคัญต่างๆ

 

10. Basilica of St. Peter (Basilica di San Pietro)

 images (3)

                มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์คือมหาวิหารที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เริ่มสร้างตั้งแต่ปี ค.ศ.1506 และเสร็จเมื่อปี ค.ศ.1626 โดยไมเคิลแองเจลโลเป็นผู้ออกแบบโดมขนาดมหึมาบนมหาวิหารสูง 136.57 เมตร มหาวิหารแห่งนี้เป็นสถานที่ที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของคริสตชนนิกายโรมันคาทอลิก โดยใช้เป็นที่ประกอบพิธีต่างๆที่เกี่ยวกับพระสันตะปาปา รวมทั้งเป็นที่ฝังร่างของพระสันตะปาปาและบุคคลสำคัญหลายท่าน สามารถจุคนได้กว่า 60,000 คน ภายในมหาวิหารยังบรรจุงานศิลปะชิ้นเอกมากมาย เช่น Pieta รูปสลักหินอ่อนพระแม่มารีอุ้มศพพระเยซูไว้บนตัก ผลงานของไมเคิลแองเจลโล อนุสาวรีย์ Cristina of Sweden ของคาร์โล ฟอนตานา ศาลาคาโนบี (Canopy) และอนุสาวรีย์อูบาโนที่แปดของแบร์นินี (Urbano VIII) โดยผู้เข้าชมทั้งชายและหญิงต้องแต่งกายสุภาพ

 

5. สภาพทางภูมิศาสตร์ของกรุงโรม

ที่ตั้ง

Itary

          โรมตั้งอยู่ในแคว้นลาซีโอทางตอนกลางของอิตาลี ริมฝั่งแม่น้ำไทเบอร์ นิคมแรกเริ่มตั้งขึ้นบนเนินเขาที่หันหน้าไปทางบริเวณน้ำตื้นด้านข้างเกาะไทเบอร์ ซึ่งเป็นบริเวณน้ำตื้นตามธรรมชาติเพียงแห่งเดียวตามลำน้ำในพื้นที่นี้ Rome of the Kings สร้างขึ้นบนเนินเขาเจ็ดแห่ง ได้แก่ เนินเขา Aventine เนินเขา Caelian เนินเขา Capitoline เนินเขา Esquiline เนินเขา Palatine เนินเขา Quirinal และเนินเขา Viminal นอกจากนี้ โรมในยุคใหม่ยังมีพื้นที่พาดผ่านแม่น้ำอานีเอเน ที่บรรจบกับแม่น้ำไทเบอร์บริเวณทางเหนือของศูนย์กลางทางประวัติศาสตร์

          แม้ว่าใจกลางเมืองจะอยู่ห่างจากทะเลดิเตอร์เรเนียนประมาณ 24 กิโลเมตร แต่อาณาเขตของเมืองก็ขยายออกไปจนถึงชายฝั่ง ซึ่งเป็นที่ตั้งของย่าน Ostia พื้นที่ตอนกลางของโรมมีระดับความสูงแตกต่างกันตั้งแต่ 13 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล (ที่ฐานของแพนธีออน) ไปจนถึง 139 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล (ที่ยอดเนินมอนเตมารีโอ) เขตการปกครองส่วนท้องถิ่นของโรมครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 1,285 ตารางกิโลเมตร ซึ่งมีพื้นที่สีเขียวอยู่หลายแห่ง

4. การเมืองการปกครองของกรุงโรม

เมืองหลวงของอิตาลี

รัฐสภาอิตาเลียน

          โรมเป็นเมืองหลวงของอิตาลี และเป็นที่ตั้งของทำเนียบรัฐบาลอิตาลี ทั้งที่พำนักของประธานาธิบดีสาธารณรัฐอิตาลีและนายกรัฐมนตรีอิตาลี อาคารรัฐสภาอิตาลี และศาลรัฐธรรมนูญอิตาลี ล้วนแต่ตั้งอยู่ในศูนย์กลางทางประวัติศาสตร์ ที่ทำการของกระทรวงต่างๆ ตั้งกระจายอยู่ทั่วเมือง รวมถึงกระทรวงการต่างประเทศที่ตั้งอยู่ในปาลัซโซเดลลาฟาร์เนซีนาใกล้กับสนามกีฬาโอลิมปิก

เทศบาลเมือง

 6

          โรมจัดเป็นหนึ่งในหน่วยการปกครองส่วนท้องถิ่น 8,101 หน่วยของอิตาลี และเป็นหน่วยที่ใหญ่ที่สุดทั้งในด้านพื้นที่และจำนวนประชากร บริหารโดยสภาเทศบาลและนายกเทศมนตรี โดย Gianni Alemann ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีคนปัจจุบัน สำนักงานเทศบาลคือ ปาลัซโซเซนาโตรีโอ บนเนินคาปิโตไลน์ โดยทั่วไปแล้วการปกครองส่วนท้องถิ่นในโรมจะถูกเรียกว่า “Campidoglio” ซึ่งเป็นชื่อเนินเขาในภาษาอิตาเลียน

รีโอนีของโรม

    โรมสามารถแบ่งออกเป็นพื้นที่ย่อยอีกประเภทหนึ่งที่ไม่ใช่การแบ่งเขตปกครอง โดยศูนย์กลางทางประวัติศาสตร์จะแบ่งออกเป็นพื้นที่ย่อยที่เรียกว่า รีโอนี (rioni) โดยมีทั้งหมด 22 รีโอนี ซึ่งนอกจากรีโอนีปราตีและบอร์โกแล้ว รีโอนีอื่นๆ ล้วนแต่อยู่ภายในกำแพงออเรเลียนทั้งสิ้น จำนวนของรีโอนีมีการเปลี่ยนแปลงมาทุกยุคสมัย ตั้งแต่สมัยโรมโบราณ ยุคกลาง จนถึงสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา และต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2286 สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 14 ได้ทรงแบ่งพื้นที่ของรีโอนีอย่างเป็นระเบียบมากขึ้น

          ในระยะแรกหลังจากจักรพรรดิ นโปเลียนที่ 1 สิ้นอำนาจ การแบ่งพื้นที่ในโรมยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไปมากนัก จนกระทั่งโรมได้กลายเป็นเมืองหลวงของประเทศอิตาลีที่ถือกำเนิดขึ้นใหม่ ความจำเป็นในการก่อตั้งเมืองหลวงแห่งใหม่นี้ทำให้เกิดการพัฒนาให้เป็นเมืองครั้งใหญ่และมีประชากรเพิ่มมากขึ้นทั้งในพื้นที่ภายในและภายนอกกำแพงออเรเลียน ใน พ.ศ. 2417 ได้มีการก่อตั้งรีโอนีเอสกวีลีโนขึ้นโดยแยกออกจากรีโอนีมอนตี ทำให้ในขณะนั้นมีรีโอนีทั้งหมด 15 พื้นที่ หลังจากเข้าสู่ศตวรรษที่ 20 บางรีโอนีก็ได้แบ่งตัวออกและพื้นที่บางส่วนนอกกำแพงออเรเลียนก็เริ่มถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของเมือง

          ใน พ.ศ. 2464 จำนวนรีโอนีเพิ่มขึ้นเป็น 22 พื้นที่ โดยปราตีเป็นรีโอนีล่าสุดที่ก่อตั้งขึ้น และเป็นเพียงรีโอนีเดียวที่อยู่นอกกำแพงเมือง

          รายชื่อของรีโอนีทั้งหมดในยุคใหม่ มีดังต่อไปนี้

Rome_-_Overview_numbered

  1. มอนตี
  2. เตรวี
  3. โคลอนนา
  4. กัมโปมาร์ซีโอ
  5. ปอนเต
  6. ปารีโอเน
  7. เรโกลา
  8. Sant’Eustachio
  9. ปิญญา
  10. กัมปีเตลลี
  11. Sant’Angelo
  12. รีปา
  13. ตรัสเตเวเร
  14. บอร์โก
  15. เอสกวีลีโน
  16. ลูโดวีซี
  17. ซัลลุสเตียโน
  18. กัสโตรเปรโตรีโอ
  19. เชลิโอ
  20. เตสตัชโช
  21. ซันซาบา
  22. ปราตี

3. ประวัติศาสตร์ของกรุงโรม (History of Rome)

ราชอาณาจักรโรมัน

5

      ประวัติศาสตร์ในช่วงการก่อตั้งราชอาณาจักดโรมันมักถูกบิดเบือนด้วยตำนานเป็นส่วนใหญ่ กรุงโรมเป็นเมืองเล็กๆในอิตาลีที่อยู่ภายใต้การปกครองของกษัตริย์ท้องถิ่น 7 พระองค์ระหว่างปี 753-509 B.C.E. เริ่มด้วย โรมุลุสและเรมุสซึ่งในตำนานถือว่าเป็นผู้ก่อตั้งกรุงโรม สองในกษัตริย์สามพระองค์สุดท้ายคือ ทาร์ควินิอุส พริสคุส และ ทาร์ควินิอุส ซุแปร์บุส ซึ่งเป็นกษัตริย์ที่สืบเชื้อสายมาจากชาวเอทรุสกัน (ในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของกรีก ได้เขียนว่าพริสคุสเป็นลูกชายของผู้ลี้ภัยชาวกรีกและแม่ชาวเอทรุสกัน) ชื่อของทั้งสองมาจากชื่อเมืองทาร์ควิเนียของชาวเอทรุสกัน

       ประชาชนที่อาศัยในกรุงโรมนั้นได้แก่ชาว ซาบีน และชาวละติน ซึ่งได้รับอิทธิพลทางสังคมและวัฒนธรรมจากเพื่อนบ้านทางเหนือคือชาวเอทรุสกัน เชื้อชาติอื่นๆ เช่นๆ ชาวซิคุลีและซาร์ด

สาธารณรัฐโรมัน

1

    สาธารณรัฐโรมันถูกก่อตั้งขึ้นในปี 509 B.C.E. หลังจากที่กษัตริย์ทาร์ควินที่สอง หรือ ลูชิอุส ทาร์ควินิอุส ซุแปร์บุส ถูกขับไล่ออกจากกรุงโรมโดยจูนิอุส บรูตุส ผู้นำของกลุ่มผู้มีฐานะในสมัยนั้น สาธารณรัฐโรมันก็ได้กำเนิดขึ้นโดยถือเป็นสาธารณรัฐแห่งแรกของโลก ชาวโรมันได้ก่อตั้งรัฐบาลโดยนำแบบอย่างมาจากกรีกโบราณ แม้ว่าอาณาจักรโรมันจะกลายเป็นสาธารณรัฐที่ไม่ถูกปกครองโดยกษัตริย์แต่สาธารณรัฐโรมันก็ยังอยู่ภายใต้อำนาจของทหารและกลุ่มผู้มีอิทธิพลทางการเมือง (คือผู้มีฐานะ) เกิดความไม่พอใจของประชาชนทั่วไป ความขัดแย้งของชนทั้งสองชั้นทำให้เกิดประมวลกฎหมายแรกของสาธารณรัฐโรมันคือ กฎหมาย 12โต๊ะ ซึ่งเป็นหลักฐานอันเป็นลายลักษณ์อักษรชิ้นแรกที่จารึกเกี่ยวกับการปกครอง

การขยายอำนาจของสาธารณรัฐโรมัน

4

     ด้วยการพยายามปกป้องอาณาเขตของตนเองจากเพื่อนบ้านและศัตรูผู้รุกราน ชาวโรมันได้ขยายอาณาเขตของสาธารณรัฐโรมันไปจนครอบครองดินแดนทางตอนเหนือ (ชาวเอทรุสกัน) ของประเทศอิตาลี จรดใต้ คือเกาะซิซิลีซึ่งเคยอยู่ใต้การปกครองของชาวกรีก สรุปได้ว่าสาธารณรัฐโรมันในปี 270 B.C.E. กินพื้นที่เกือบทุกส่วนของประเทศอิตาลี ต่อมาไม่นานโรมก็ขัดแย้งกับชาวคาร์เธจ (ตอนเหนือของทวีปแอฟริกา) ในเรื่องการทำการค้าในแถบเมดิเตอร์เรเนียน

      ต่อมาได้เกิดสงครามพิวนิคขึ้นต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 60 ปี ในระยะเวลา 60 ปีนั้น ชาวโรมันได้ปะทะกับฮันนิบาลแม่ทัพที่พยายามบุกไปยึดประเทศอิตาลีโดยผ่านทางเทือกเขาแอลป์แต่ต่อมาเขาก็ต้องยกทัพกลับไปที่แอฟริกาเมื่อในขณะเดียวกันชิพิโอแม่ทัพโรมยกทัพไปตีคาร์เธจ จนในที่สุดชิพิโอก็เป็นฝ่ายได้ชัยชนะเหนือชาวคาร์เธจ

ความรุ่งเรืองและจุดจบของสาธารณรัฐโรมัน

3

          100 B.C.E. ความขัดแย้งระหว่างชนชั้นผู้ดีและประชาชนธรรมดาทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่กองทัพที่ใครๆต่างเข้าร่วมได้ให้รางวัลพลทหารทุกคนด้วยการให้ที่ดินทำกินและยศถาบรรดาศักดิ์ ทำให้เกิดการต่อสู้เพื่อแย่งชิงอำนาจจนกลายเป็นสงครามกลางเมืองในที่สุด จูเลียส ซีซาร์ ในภาษาอังกฤษหรือ ยูลิอุส กาเอซาร์ ในภาษาละติน คือขุนพลที่สำคัญของโรมันที่ได้ทำศึกในกอล (ฝรั่งเศสในปัจจุบัน) และในบริเวณเกาะอังกฤษจนได้รับชัยชนะ ภายใต้การนำของจูเลียส ซีซาร์ พื้นที่ของประเทศฝรั่งเศส สเปน อังกฤษ กรีซ อียิปต์ ซีเรีย และเอเชียไมเนอร์ในปัจจุบันตกเป็นส่วนหนึ่งของสาธารณรัฐโรมันทั้งสิ้น เป็นเหตุให้สภาเซเนตแห่งโรมหวั่นเกรงอำนาจของซีซาร์เป็นอย่างมาก สภาเซเนตจึงคบคิดกับปอมเปย์ ออกบัญชาให้ซีซาร์ยกทัพกลับ แต่ซีซาร์ก็ไม่กลับและยังเดินทัพไปทำสงครามกับปอมเปย์จนได้รับชัยชนะ และได้ตั้งตนเป็นผู้เผด็จการในปี 44 B.C.E. สองปีต่อมาซีซาร์ได้ถูกรุมสังหารในสภาซีเนตโดยมีบรูตุส คนสนิทเป็นหนึ่งผู้รุมสังหารเขา เมื่อซีซาร์เห็นว่าบรูตุสเป็นหนึ่งในนั้น เขาก็ได้พูดว่า “นี่เจ้าด้วยหรือ บรูตุส”

2. ข้อมูลทั่วไปของกรุงโรม

chandler rome  12

         โรม (อิตาลี Roma; อังกฤษ: Rome) เป็นเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของแคว้นซาลีโอและประเทศอิตาลี ตั้งอยู่ทางตอนกลางของประเทศ ในเขตตัวเมืองมีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 2.5 ล้านคน ถ้ารวมเมืองโดยรอบจะมีประมาณ 4.3 ล้านคน โดยมีจำนวนประชากรใกล้เคียงกับมิลานและเนเปิลล์

vatican1

         นอกจากนี้ โรมยังเป็นที่ตั้งของ “นครรัฐวาติกัน” ซึ่งเป็นดินแดนที่ประทับของพระสันตปาปาแห่งศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกอีกด้วย

pope benedic 16

    หลังสิ้นสุดยุคกลาง โรมได้อยู่ภายใต้การปกครองขอพระสันตปาปา เช่น สมเด็จพระสันตปาปา อเล็กซ์ซานเดอร์ ที่ 3 และ สมเด็จพระสันปาปาลีโอที่ 1 ผู้ซึ่งสร้างสรรค์ให้โรมกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางของสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาในอิตาลีเช่นเดียวกับฟลอเลนซ์ ซึ่งในยุคสมัยดังกล่าว ได้มีการก่อสร้างมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์แบบที่เห็นในปัจจุบัน และไมเคิลแองเจลโลได้วาดภาพปูนเปียกประดับภายในวัดน้อยซีสตีน ศิลปินและสถาปนิกที่มีชื่อเสียงอย่างบรามันเต แบร์นินี และราฟาเอล ซึ่งพำนักอยู่ในโรมเป็นครั้งคราว ได้มีส่วนช่วยในการสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมแบบสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาและแบบบารอกในโรมด้วยเช่นกัน

AutoCollageRome

         ใน พ.ศ.2550 โรมเป็นเมืองที่มีผู้มาเยือนมากเป็นอันดับที่ 11 ของโลก มากเป็นอันดับสามในสหภาพยุโรป และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมมากที่สุดในอิตาลี ศูนย์กลางทางประวัติศาสตร์ใจกลางเมืองได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลก
d1

         นอกจากนี้ อนุสรณ์สถานและพิพิธภัณฑ์อย่างพิพิธภัณฑ์วาติกันและโคลอสเซียมยังจัดอยู่ในแหล่งท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวเยี่ยมชมมากที่สุด 50 อันดับแรกของโลก (พิพิธภัณฑ์วาติกันมีนักท่องเที่ยว 4.2 ล้านคนต่อปี และโคลอสเซียมมี 4 ล้านคนต่อปี)